วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไอเดียช่วงน้ำท่วม ขำๆ

idea ส้วมฉุกเฉินทำเอง เรื่องของการขับถ่ายเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าให้ดีเตรียมถุงพลาสติกไว้เยอะๆ และผงคลอรีน ถ้าไม่รู้จะไปหาที่ไหน ก็ผงฟอกขาวนี่แหละค่ะ พวกไฮเตอร์, คลอร็อกซ์ นี่แหละ เตรียมไว้ เทใส่เมื่อขับถ่ายก่อนมัดปากถุง



จักรยานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก ไอเดียน่าสนยามน้ำท่วม











ดูแล้วขำๆนะครับ อย่าไปคิดอะไรมาก

โครงการปิดทองหลังพระอุดรธานีเป็นโมเดล แก้น้ำแล้งอีสาน




รัฐบาลคลอดโปรแกรมทัวร์นกขมิ้น 14-17ก.พ. ลุยภาคกลาง ครม.สัญจรครั้งที่ 2 ไปอุดรธานีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกกำหนดการลงพื้นที่พบปะประชาชน ในลักษณะทัวร์นกขมิ้น เป็นครั้งแรก โดยจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ก.พ.2555 ในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ จ.พิษณุโลกไล่ลงมายัง จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งเคยประสบภัยน้ำท่วมในปี 2554 อย่างหนักหน่วงและกำหนดวันประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งที่ 2 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 20-22 ก.พ.ที่ จ.อุดรธานี โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เตรียมถือโอกาสดังกล่าวเดินทางลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษด้วย         

สภาพัฒน์แจงพิษน้ำท่วมศก.เจ๊งกว่า3แสนล้าน

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 54 หดตัวจนติดลบที่ 9% เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยส่งผลกระทบเป็นมูลค่าสูงถึง 328,154 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 54 เติบโตได้เพียง 0.1% เท่านั้น จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 3.8%
อย่างไรก็ตามในปี 55 นี้ยังมีปัจจัยบวกในหลายด้านโดยเฉพาะเงินลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ ที่เข้าไปฟื้นฟูกิจการ ฟื้นฟูการผลิต รวมไปถึงการซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภค เช่นถนนหนทาง การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดีจากภาวะการท่องเที่ยว การส่งออก ที่กลับมาฟื้นตัวมาก อัตราการจ้างงานที่ยังดีอยู่ ขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนดีขึ้นจากการปรับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การลดค่าครองชีพต่างๆ รวมทั้งการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้มากถึง 5.5%-6.5% สูงกว่าเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.5%-5.5%
“การปรับเพิ่มการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น 1% นั้นมาจากเงินลงทุนของภาคเอกชนที่เชื่อว่าจะใช้เงินลงทุนเพิ่มไม่ต่ำกว่า 7.9 แสนล้านบาท ตามที่ธนาคารโลกได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่เงินลงทุนของภาครัฐที่มาจากงบกลางในงบประมาณปี 55 จำนวน 1.2 แสนล้านบาท ที่นำไปใช้จ่ายในเรื่องของเงินเยียวยาน้ำท่วมครอบครัวละ 5,000 บาท และเงินเยียวยาน้ำท่วม 20,000-30,000 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะภัยพิบัติธรรมชาติ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวโดยเฉพาะปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรป ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่ยังผันผวน และภาวะการขาดแคลนแรงงานในบางสาขา”

       สรุปแล้วคนที่มีบ้านจะได้บ้างไมเนี่ย เอกสารก็ส่งไปตั้งแต่เดือนมกราคม แล้ว สงสัยคงต้องนั่งกินแห้วซะแล้วสิ ประชาชนที่โดนน้ำท่วม

ขั้นตอนการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 5,000 บาท






หมู่บ้านพฤกษา44 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง บ้านบางหลังยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการนี้ อยากจะให้ช่วยเหลือด้วยเพราะทุกคนก็อยากให้บ้านตัวเองสวยและน่าอยู่ อย่าให้พวกเรารอคอยอย่างสิ้นหวังนะครับ พวกเรายังต้องการข้าราชการไทยทุกท่านหากลงสมัครเลือกตั้งสมัยหน้า

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นโยบายบ้านหลังแรก



นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวานนี้ (27ก.ย.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบโครงการคืนภาษีบ้านหลังแรก โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงมติครม.จากเดิมที่ให้มีการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านมาหักลดหย่อน เป็นนำค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านหลังแรก มาหักได้โดยตรงจากเงินที่ต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นการหักหลังจากที่คำนวณภาษีเสร็จแล้วในช่องสุดท้าย ซึ่งผู้เสียภาษีมีสิทธิใช้สิทธิได้ 5 ปี
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการบ้านหลังแรก ไม่ได้เป็นการช่วยคนมีรายได้สูง เพราะมาตรการนี้ช่วยทุกกลุ่ม รัฐบาลต้องการช่วยให้ผู้ที่เริ่มมีบ้านหลังแรก ตั้งแต่ 5 ล้านบาทลงไป เพื่อลดภาระด้านภาษี แต่สำหรับคนที่ทางบ้านมีเงิน แต่ต้องการตั้งตัวได้ รัฐบาลก็มีกองทุนตั้งตัวได้ หรือการพักหนี้เกษตรกร ซึ่งเป็นการช่วยฐานราก แต่สำหรับผู้ที่เริ่มจะตั้งตัว และอยากมีบ้านหลังแรก มาตรการนี้จะเข้าไปช่วย
ยืนยันว่า ครม.ไม่ได้ทบทวนหลักเกณฑ์ใดๆ แต่เป็นการยืนหลักการเหมือนเดิม เพียงแต่ให้รอบคอบขึ้นในรายละเอียดการปฏิบัติ และสามารถชี้แจงประชาชนให้ชัดขึ้น
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี ในมาตรการคืนภาษีบ้านหลังแรก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายบ้านหลังแรกนั้น เป็นนโยบายที่ต้องการให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่ซื้อบ้านจริงๆ ไม่ได้ให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการ และตนเองก็ไม่เคยมองว่าต้องให้ประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าไปดูในรายละเอียดจะเห็นว่ามีความเสมอภาคเท่าเทียมอยู่แล้ว ไม่มีการเอื้อให้กับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง และมาตรการนี้ถือเป็นมาตรการที่เราให้ประโยชน์โดยตรง เพราะผู้ซื้อได้รับภาษี ไม่ใช่ผู้ขาย
ครม.สั่งชะลอมาตรการ 20 ก.ย.
ขณะที่ นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ได้เห็นชอบให้ชะลอการดำเนินการมาตรการบ้านหลังแรกตามมติครม.เดิมเมื่อวันที่ 20 ก.ย.ไว้ก่อน และเห็นชอบปรับปรุงเพิ่มเติมในรายละเอียด ตามที่กระทรวงการคลังนำเสนอ โดยเห็นชอบให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่บุคคลธรรมดา ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นจำนวนไม่เกิน 10% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 500,000 บาท
ทั้งนี้มีผู้มีเงินได้ต้องซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 2554-31 ธ.ค. 2555 ซึ่งการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งนี้ สามารถดำเนินการได้ โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปตรวจสอบในรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้ง
ชี้สูญรายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท
กระทรวงการคลัง ประเมินว่า การปรับมาตรการบ้านหลังแรก จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ที่กำหนดให้มีการนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีคาดว่าจะสูญเสียรายได้ 5 ปี จำนวน 1.7 พันล้านบาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้โดยตรงจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ในช่วง 5 ปี เป็นเงินประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท หรือปีละประมาณ 2.4 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามาตรการนี้นอกจากช่วยบรรเทาภาระภาษีของประชาชนแล้วยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมทั้งส่งเสริมให้ผู้มีเงินได้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
เดิมมติ ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ย. เห็นชอบให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายเสมือนเป็นค่าลดหย่อน สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดินหรือห้องชุดในอาคารชุดเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย
ก่อนหน้านี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงการบ้านหลังแรกที่รัฐบาลอนุมัติจะช่วยระบายสต็อกบ้านในปีนี้ได้ประมาณ 1 แสนยูนิต และรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกลับมาได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ขยายเวลาใช้สิทธิ 5 ปี
นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การให้นำค่าใช้จ่ายมาหักเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียภายในสิ้นปี แทนการนำไปลดหย่อนภาษีนั้น จะทำให้คนที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรก ได้รับสิทธิทางภาษีเพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าการนำไปคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษี คาดว่ากรมสรรพากรจะสูญเสียรายได้ทั้งโครงการประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน ครม. ยังเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิจาก 2 ปี เป็น 5 ปีอีกด้วย
แบงก์คาดกระตุ้นอสังหาฯ ไม่มาก
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากโครงการบ้านหลังแรกออกมาได้อาจจะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 4 คึกคักมากขึ้น แต่คงไม่มากนัก หรือเพิ่มขึ้นจากที่คาดว่าจะเติบโต 4.5% เป็น 5% เท่านั้น เนื่องจากเหลือระยะเวลาการอนุมัติไม่ถึง 3 เดือนก่อนที่จะหมดปี
คาดว่าอัตราการเติบโตสินเชื่อทั้งระบบจะไม่สูงกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ที่ 8% เช่นเดียวกับสินเชื่อของธนาคารกสิกรไทย จะไม่สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 12-13% หรือ 5-6 หมื่นล้านบาท แต่ในปี 2555 ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้อย่างมาก
หวั่นทิ้งดาวน์-ดีมานด์เทียมโผล่
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มาตรการสนับสนุนการมีบ้านหลังแรกของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน แต่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกิดความกังวลแล้วว่าหากรัฐบาลใช้วิธีการคืนภาษีทีเดียว อาจก่อให้เกิดปัญหาผู้ซื้อบ้านทิ้งเงินดาวน์ ซึ่งปัจจุบันเรียกเก็บที่ 5% ของราคาที่อยู่อาศัย เพื่อเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะการคืนภาษีอยู่ที่อัตรา 10% ซึ่งเท่ากับว่าผู้ซื้อจะได้กำไรจากภาษีถึง 5% เช่นซื้อบ้านในราคา 1 ล้านบาท จะได้คืนภาษี 100,000 บาท
ขณะที่จ่ายเงินดาวน์ไปเพียง 50,000 บาท ก็เท่ากับว่าผู้ซื้อบ้านได้กำไรจากโครงการนี้ 50,000 บาท ซึ่งปัญหาดังกล่าวธนาคารต้องบังคับให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ปรับขึ้นเงินดาวน์ในอัตรา 10% ของราคาที่อยู่อาศัยให้เท่ากับการภาษีที่จะได้ลดหย่อน
นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการใช้ลูกเป็นนอมินีเกิดขึ้น เช่น พ่ออาจใช้สิทธิการมีบ้านหลังแรกของลูกเพื่อรับประโยชน์ในโครงการ ด้วยการค้ำประกันสินเชื่อหรือกู้สินเชื่อร่วม ซึ่งการซื้อที่อยู่อาศัยดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความต้องการจริง แต่เป็นความต้องการเทียมซึ่งอาจเป็นช่องทางในการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์และอาจก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจกิจได้
ชง ครม.สัปดาห์หน้าช่วยรายได้น้อย
น.ส.อนุตตมา กล่าวอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังมอบหมายให้กระทรวงการคลัง ไปศึกษามาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่มีรายได้ไม่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี เพิ่มเติมด้วยว่าจะมีมาตรการใดออกมาช่วยเหลือเพิ่มเติม และให้เสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า

นโยบายรถคันแรก




การคืนเงินภาษีสรรพสามิตครั้งนี้จะมีผลที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจแน่นอน เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีทุกประเภท ทั้งภาษีรถยนต์ ภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเงินที่ต้องคืนภาษีรถคันแรกให้ผู้ซื้อรถ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556
กรมสรรพสามิตจะคืนเงินในรูปแบบของเช็คเงินสดครั้งเดียวเต็มจำนวนเช่นเดียวกับเช็คช่วยชาติของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งจะเริ่มคืนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 เป็นต้นไป
ตีกรอบเฉพาะรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
สำหรับหลักเกณฑ์การคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรกที่สำคัญดังนี้ คือ ต้องเป็นรถยนต์คันแรกที่ทำสัญญาซื้อขายระหว่างวันที่ 16 ก.ย. 2554-31 ธ.ค. 2555 ราคาขายปลีกไม่เกินคันละ 1 ล้านบาท เป็นรถยนต์นั่งขนาดความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร รถยนต์กระบะ หรือปิกอัพ และรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุกหรือดับเบิลแคป ที่สำคัญ ต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้าใช้แล้วจากต่างประเทศหรือรถยนต์จดประกอบ
ขณะที่การคืนเงินเท่ากับค่าภาษีตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินคันละ 1 แสนบาท ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและต้องครอบครองรถยนต์ไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยกรมสรรพสามิตจะคืนเงินให้เมื่อครอบครองรถยนต์ 1 ปี ไปแล้ว โดยดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ WWW.EXCISE.GO.TH

ปรับเงินเดือน 15,000 บาท วุฒิปริญญาตรี ของข้าราชการ



แหล่งข่าวกล่าวว่า ข้อเสนอในการปรับฐานเงินเดือนดังกล่าว จะเริ่มตั้งแต่ข้าราชการวุฒิ ปวช. ไปจนถึงปริญญาเอก แบ่งเป็น
ผู้มีวุฒิ ปวช. ที่มีเงินเดือนต่ำสุดในการทำงานปีที่ 1 คือ 6,400 บาท และต่ำสุดของการทำงานปีที่ 10 คือ 14,000 บาท จะมีการปรับฐานเงินเดือนสำหรับผู้ทำงานมา 1-3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 โดยปีแรกจะได้ปรับขึ้นเงินเดือน 1,200 บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,380 บาท ส่วน ปวช.ที่ทำงานมา 3-4 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,000 บาท ทำงานมา 5-6 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 700 บาท ทำงานมา 7-8 ปี ในปีแรก ปรับขึ้น 600บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 400 บาท และถ้าทำงานมา 9-10 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ในปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท
กรณีวุฒิ ปวส. เงินเดือนต่ำสุดในการทำงานปีที่ 1 คือ 7,670 บาท และต่ำสุดของการทำงานปีที่ 10 คือ 16,710 บาท โดยหากทำงานมา 1-2 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,290 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,590 บาท, ทำงานมา 3-4 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,000 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท, ทำงานมา 5-6 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท, ทำงานมา 7 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท, ทำงานมา 8 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 400 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท และถ้าทำงานมา 9-10 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 100 บาท
วุฒิปริญญาตรีนั้น เงินเดือนต่ำสุดในการทำงานปีที่ 1 คือ 9,140 บาท และต่ำสุดของการทำงานปีที่ 10 คือ 19,910 บาท โดยหากทำงานมา 1 ปี ในปีแรกจะได้ปรับขึ้น 2,540 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 3,320 บาท, ทำงานมา 2-3 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 2,100 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,800 บาท, ทำงานมา 4 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท, ทำงานมา 5-6 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท, ทำงานมา 7-8 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,300 บาท, ทำงานมา 9 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 800 บาท และหากทำงานมา 10 ปี ในปีแรกจะได้ปรับขึ้น 100 บาท ส่วนปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท
วุฒิปริญญาโท เงินเดือนต่ำสุดในการทำงานปีที่ 1 คือ 12,600 บาท และต่ำสุดของการทำงานปีที่ 10 คือ 23,110 บาท โดยหากทำงานมา 1 ปี ในปีแรกจะได้ปรับขึ้น 2,700 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,300 บาท, ทำงานมา 2 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 2,000 บาท, ทำงานมา 3-4 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,500 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,700 บาท, ทำงานมา 5 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,400 บาท, ทำงานมา 6 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 900 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,100 บาท, ทำงานมา 7 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 600 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 900 บาท, ทำงานมา 8 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 300 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท และหากทำงานมา 9-10 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 100 บาท และปีที่ 2 ปรับขึ้น 300 บาท
วุฒิปริญญาเอก เงินเดือนต่ำสุดในการทำงานปีที่ 1 คือ 17,010 บาท และต่ำสุดของการทำงานปีที่ 10 คือ 28,110 บาท โดยหากทำงานมา 1-2 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,690 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,800 บาท, ทำงานมา 3-5 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 1,200 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 1,200 บาท, ทำงานมา 6-8 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 800 บาท ปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท และหากทำงานมา 9-10 ปี ในปีแรกปรับขึ้น 400 บาท และปีที่ 2 ปรับขึ้น 600 บาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากปรับฐานเงินเดือนในปีที่ 2 เรียบร้อยแล้ว จะทำให้ผู้ที่เข้าทำงานด้วยวุฒิ ปวช. ปีแรกจะได้รับเงินเดือนอยู่ที่ 10,690 บาท เมื่อทำงานถึงปีที่ 10 จะอยู่ที่ 17,110 บาท ขณะที่วุฒิ ปวส. ผู้ที่เข้าทำงานปีแรกจะได้เงินเดือน 12,010 บาท เมื่อทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 19,810 บาท
ส่วนวุฒิปริญญาตรี เข้าทำงานปีแรก เงินเดือนจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 16,310 บาท ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 23,810 บาท, ปริญญาโท เข้าทำงานปีแรกเงินเดือนจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 18,710 บาท ทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 26,610 บาท และวุฒิปริญญาเอก เข้าทำงานปีแรกเงินเดือนจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 24,810 บาท และทำงาน 10 ปี จะอยู่ที่ 33,210 บาท
"การที่รัฐบาลให้เริ่มวันที่ 1 ม.ค.2555 พร้อมกันหมดนั้น เนื่องจากจะครอบคลุมข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของทั้งหมดกว่า 2 ล้านคน ไม่ใช่แค่ 6 แสนกว่าคน อย่างไรก็ดี ตอนแรกที่มีแนวคิดว่าจะดำเนินการปรับฐานเงินเดือนข้าราชทั้งระบบใน 4 ปี แต่ตอนนี้ปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหลือ 2 ปี เพื่อให้เห็นผลเร็ว ซึ่งก็จะเป็นภาระงบประมาณมากกว่าปรับใน 4 ปี " แหล่งข่าวกล่าว


วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แผนสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม 6 นิคมอุตสาหกรรม


จากการที่ได้ฟังและข่าวจากสื่อต่างๆ พบว่า ทางรัฐบาลจะทุ่มเงินหลายพันล้านบาท จะสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม ทั้งหมด 6 นิคมอุตสาหกรรม โครงการนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น chaichee ขอเอาใจช่วยให้ทั้งหมด 6 นิคมเสร็จตามกำหนด จะได้ป้องกันอย่างถาวร

บางระกำโมเดล



โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ นายกหญิงของเราได้สร้างขึ้น คือบางระกำโมเดล เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแต่จะต้องมีพื้นที่บางส่วน ยอมเป็นพื้นที่แก้มลิง flood way โครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่ chaichee ขอเอาใจช่วยครับ

ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท


การที่รัฐบาลได้ประกาศค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นั้น ทางโรงงานอุตสาหกรรมที่ chaichee ได้ทำงานอยู่ ทางบริษัทได้มีนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำ 1 เมษายน 2555 นี้ แต่ก็จะมีผลกระทบต่อพนักงานที่มีอายุงานมากว่า 5 ปีขึ้นไป ว่าทางบริษัทจะมีการเพิ่มค่าแรงให้รึเปล่า ส่วนพนักงานที่เป็นรายเดือนปีนี้จะได้มีโอกาสปรับค่าแรงรึเปล่านั้น ก็คงต้องรอทางผู้บริหารอนุมัติอีกที